เจ้าสาวมังกร Part 3 [Ch. 1/3]

posted on 02 May 2013 17:24 by sentimental-darkness in ori-fic

Title : เจ้าสาวมังกร [Dragon Bride]

 

 

YAOI WARNING!!

ถ้าไม่ชอบหรือว่าหลงเข้ามา กรุณาปิดไปซะ!

 

เจ้าสาวมังกร 

บทที่ 3 องครักษ์ฝึกหัด

 

 

 

 

 

ความโดดเดี่ยวนั้นเป็นเช่นไร

 

 

จนถึงวันนี้ข้าก็ยังไม่เคยเข้าใจมันได้เลยสักครั้ง

 

 

เพราะไม่ว่าจะหันไปทิศใด ก็มักมีรอยยิ้มอบอุ่นส่งมาให้เสมอ

 

 

และเพื่อที่จะได้อยู่มองรอยยิ้มนั้น

 

 

ข้าจึงกล้าเสี่ยงเดิมพันกับการตัดสินใจที่ไม่อาจแปรเปลี่ยน

 

 

หากไม่คาดคิดเลย...

 

 

รอยยิ้มงดงามของท่านจะทำให้ข้ารู้จัก

 

 

ความอ้างว้างที่ไร้จุดสิ้นสุด...

 

 

 

“โว๊ยยยย ไม่เอาแล้ว!!” เสียงตะโกนร้องอย่างเหลืออดของเหล่าว่าที่ราชองครักษ์ดำขาวดังขึ้นเกือบจะพร้อมๆ กันโดยไม่ได้นัดหมาย ในมืออยากจะปาอุปกรณ์บ้าๆ ที่จากนี้ไปต้องรวมเข้าเป็นหนึ่งในเครื่องมือทำมาหากินทิ้ง แต่ก็ติดที่สายตาอำมหิตของเหล่าครูฝึกผู้งดงาม...

 

 

ใช่แล้ว คำบรรยายที่เพิ่งกล่าวไปนั้นไม่ผิดไปสักนิดเดียวหรอก เพราะถ้าหากไม่กัดฟันชมด้วยคำๆ นี้แม้กระทั่งความคิดใจใน ความสุขสงบก็จะจากชีวิตไปโดยไม่ต้องสืบ!

 

 

“ไม่เอาแล้ว? รู้สึกว่าเมื่อครู่เหมือนดิฉันจะหูฝาดไปนะ” เหล่าครูฝึกผู้งดงามในชุดกระโปรงสวยสะอาดก้าวเข้ามาช้าๆ หากดูไม่ต่างจากพญามารที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาใกล้ รอยยิ้มกว้างนุ่มนวลประดับอยู่บนใบหน้าสร้างความรื่นรมย์ให้แก่ผู้พบเห็น

 

 

แต่ในความเป็นจริงและยิ่งกว่าจริง...

 

 

น่ากลัวยิ่งกว่าแม่อีก!

 

 

ว่าที่องครักษ์หนุ่มน้อยต่างให้คำจำกัดความแก่เหล่านางกำนัลแห่งวังหลวงอยู่ในใจ ไม่เว้นแม้แต่เด็กหนุ่มผู้เชี่ยวชาญในงานฝีมือเพราะถูกจับเคี่ยวเข็ญตั้งแต่เล็ก ดวงหน้าขาวสะอ้านจึงอดจะซีดลงด้วยความกริ่งเกรงไม่ได้ หากก็ยังยอมเป็นปากเป็นเสียงแทนเจ้าพวกรนหาที่ตายซึ่งเป็นใบ้ตัวแข็งไปเสียแล้ว

 

 

 

“หามิได้ พวกเราแค่โห่ร้องด้วยความยินดีที่ในที่สุดพวกเราก็สามารถทำเข็มกลัดดอกไม้ได้จนเชี่ยวชาญพอแล้ว ตอนนี้จึงอยากจะลองเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นดูบ้าง”

 

 

คำพูดที่เรียบเรียงขึ้นมาอย่างฉับไวเรียกรอยยิ้มที่กว้างเสียยิ่งกว่าเดิมให้ปรากฏ เมื่อหัวหน้านางกำนัลสูงวัยหยิบหนึ่งในเข็มกลัดดอกไม้รูปร่างไม่ได้ส่วนที่อยู่ตรงหน้าของเด็กหนุ่มขึ้นดู

 

 

“เบี้ยวๆ เยินๆ แบบนี้น่ะหรือคือผลงานของคนที่บอกว่าหัดทำจนเชี่ยวชาญแล้ว ว่าที่องครักษ์ดำ เอเรฟ โฟลมิน”

 

 

“ฮะๆ...” คนโดนเรียกชื่อและตำแหน่งแบบเต็มยศหน้าเจื่อนลงทันที แม้จะรู้สึกเจ็บใจกับคำต่อว่า แต่ในเมื่อผลงานที่ใครต่อใครก็เข้าใจว่าเป็นของเขามันดูไม่ได้อย่างที่ว่าและดูท่าจะแย่ที่สุด เขาก็มีแต่ต้องยอมรับด้วยเสียงหัวเราะฝืดเฝื่อน

 

 

“ทุกคนจงฟัง หากพวกท่านยังไม่สามารถประดิษฐ์เข็มกลัดได้งดงามแบบนี้ภายในเย็นวันนี้ล่ะก็...” ว่าแล้วครูฝึกจอมเฮี้ยบก็หยิบเข็มกลัดของเด็กหนุ่มอีกคนขึ้นชูเป็นตัวอย่าง “แม่จะจับเชือดให้หมด!”

 

 

เฮือก! แม่เสือโหดคำราม!

 

 

“ได้ยินก็ลงมือทำเข้า!” พลังคุกคามในน้ำเสียงของเจ้าหล่อนช่างน่ากลัวยิ่งนัก สมแล้วที่ครองตำแหน่งสูง คนจะเป็นหัวหน้าคนจำต้องมีอำนาจในการควบคุมผู้คนให้อยู่ในคำสั่ง เรื่องนี้พวกเขาเข้าใจดี และไม่นึกแปลกใจสักเท่าไหร่

 

 

แต่ก็ยังมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่เข้าใจ และอาจเรียกได้ว่าเข้าขั้นสงสัยอย่างเต็มที่

 

 

คนเป็นเจ้าคนนายคนนั้นไม่ควรแสดงความลำเอียงอย่างชัดแจ้งและเปิดเผย แต่ไฉนเลยแม่เจ้าพระคุณกลับ...

 

 

“ขออภัยจริงๆ นะคะท่านรีฮานที่ทำให้ต้องทนฟังเรื่องแย่ๆไปด้วย ระหว่างนี้เชิญทำอะไรได้ตามสบายเลยนะคะ” หัวหน้านางกำนัลและเหล่านางกำนัลผู้น้อยต่างส่งยิ้มให้กับเด็กหนุ่มที่กลายเป็นขวัญใจของพวกนางไปโดยไม่รู้ตัว

 

 

ทั้งคำพูดและท่าทีที่แสดงออก ต่อให้ตาบอดก็รู้ว่านี่มันลำเอียงจนกลิ้งชัดๆ

 

 

ทันทีที่บรรดาครูฝึกผู้งดงามละสายตาจากไปและหันไปจัดการงานของตนกันต่อ นาทิสต์ รีฮานก็ต้องพบกับสายตาพิฆาตจากเพื่อนร่วมงานในอนาคตที่จ้องกันอย่างแทบจะกินเลือดกินเนื้อ

 

 

หากเป็นเวลาปกติแทนที่จะต้องขนลุกซู่ไปกับสายตาอำมหิต เด็กหนุ่มคงจะต้องแกล้งหันไปช่วยเหลือบรรดาเพื่อนๆ แล้ว แต่ทว่านี่ไม่ใช่เวลาปกติ และเจ้าของผลงานยอดเยี่ยมที่แท้จริงก็หน้าหงิกไม่ต่างจากคนอื่นๆ อีกต่างหาก

 

 

“ไม่เอาน่าๆ อย่าทำหน้างอสิ เอเรฟ หน้าสวยๆ หมดความน่ารักพอดี” นาทิสต์รีบกล่าวปลอบก่อนที่เพื่อนรักจะกลายร่างเป็นแม่เสือสาวไปด้วยอีกคน

 

 

“ใช่สิ ในกลุ่มองครักษ์หน้าใหม่ทั้งหมด ฉันมันฝีมือห่วยที่สุด”

 

 

พอได้ยินเสียงเน้นหนักๆ ที่เริ่มตั้งแต่คำว่า ‘ฝีมือ’ นาทิสต์ก็รู้สึกเหมือนมีใครเอาหอกมาแทงหัวใจดังจึ้ก สิ่งที่คำกล่าวว่ากล่าวขานของผู้เป็นเพื่อนต้องการจะสื่อ มีหรือที่เขาจะไม่รู้ และเพราะรู้เจ้าตัวจึงก้มหน้ายอมรับผิดในความไร้สามารถเรื่องงานบ้านงานเรื่องโดยเฉพาะการที่ต้องมาทำงานนั่งประดิษฐ์ประดอยแบบนี้

 

 

“เฮ้อ อย่ามัวแต่นั่งว่างสิ มาช่วยทำหน่อย” รอยยิ้มบางค่อยๆ คลี่ออกที่มุมปาก เอเรฟส่ายหน้าอย่างปลงๆ กับอีกคนที่ไม่เคยตามเขาทัน ที่เขาแกล้งทำเป็นอารมณ์บูดก็เพื่อเล่นละครตบตาหรอก ใช่ว่าโกรธขึ้นมาจริงๆ เสียหน่อย ถึงจะรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้างก็เถอะ

 

 

“ได้สิ ฉันไม่ทำให้เธอผิดหวังแน่ เอเรฟ” นาทิสต์ถึงกับหูผึ่ง เริ่มลงมือทำผลงานชิ้นใหม่ทันทีด้วยกลัวว่าเพื่อนจะโกรธขึ้นมาอีก

 

 

ดวงตาสีฟ้าสดของเอเรฟกวาดมองไปรอบๆ แววเห็นอกเห็นใจฉายชัด นั่นเป็นเพราะการให้ลูกผู้ชายอกสามศอกมานั่งเย็บปักถักร้อยนั้นมันไม่ต่างจากการถูกบีบบังคับให้ตกลงไปในขุมนรกที่เขาเผชิญมาก่อน แต่ด้วยความที่ยังเด็ก เขาในตอนนั้นจึงไม่รู้สึกต่อต้านสักเท่าไหร่นัก

 

 

ทว่าสำหรับเหล่าองครักษ์หน้าใหม่เล่า

 

 

แน่นอนว่าทุกคนต่างก็รู้สึกต่อต้านอย่างถึงที่สุด เพียงแต่จำต้องเก็บเอาไว้ในใจเมื่อตระหนักได้ถึงความสำคัญของการฝึกนี้

 

 

เมื่อประมาณห้าเดือนก่อน หลังจากที่ได้รับคัดเลือกเข้ากลุ่มราชองครักษ์ขาวและดำ ในวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็ได้รับการต้อนรับจากรุ่นพี่ในค่ายปฐมนิเทศ หรือจะพูดให้ถูกขึ้นมาอีกหน่อยคือ “ค่ายฝึกมหาโหดเตรียมสู่การเป็นองครักษ์ชั้นยอด”

 

 

ในการฝึกสุดโหดซึ่งกินเวลาถึงสี่เดือนเต็ม เหล่าผู้เข้ารับการฝึกจะต้องเรียนรู้ทักษะการต่อสู้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธต่างๆ เวทมนตร์ การสืบข่าว แกะรอย ลอบสังหาร ขี่ม้า และหลักกลยุทธ์เพื่อที่ว่านอกจากจะเป็นเกราะคุ้มกันให้ผู้เป็นนายแล้ว ยังเป็นเกราะที่มีมันสมองสามารถช่วยแบ่งเบางานในด้านอื่นๆ ได้ด้วย พอเห็นตารางการฝึก สิ่งแรกที่เหล่าว่าที่ราชองครักษ์ทำเห็นจะหนีไม่พ้นการทำตาให้โตที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะหลังจากเวลานี้ไป พวกเขาจะไม่มีเวลาให้ตกใจอีก

 

 

ระยะเวลาเพียงสี่เดือนถือเป็นช่วงเวลาที่สั้นแสนสั้นสำหรับการเรียนรู้ที่จำเป็นต้องจดจำให้ขึ้นใจและต้องสอบผ่านด้วยคะแนนเต็มทั้งหมด หากสำหรับผู้รับการฝึกแล้วมันกลับทำให้พวกเขามีความรู้สึกว่าวันเวลาได้ผ่านมาหลายปีดีดัก ทุกๆ วันไม่ต่างจากอยู่ในสมรภูมิรบ จำต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาทำเอาสติแทบแตก แต่กระนั้นเหล่าคนหนุ่มต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าการอยู่ต่อในขุมนรกนั้นยังดีกว่าสอบผ่านแล้วต้องใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนที่เหลือไปกับการเรียนรู้ขนบธรรมเนียมและมารยาทของชนชั้นสูง ไหนจะประวัติศาสตร์ความเป็นมาของราวงศ์และบุคคลสำคัญอีกล่ะ ซึ่งนั่นยังไม่เพียงพอ เพราะพวกเขาต้องมาหัดงานบ้านงานเรือนอีกน่ะสิ!

 

 

โอ้ ท่านเทพแห่งมังกร ลูกผู้ชายอกสามศอกที่นี่เย็บผ้าเก่งกว่านางกำนัลในวังหลวงเสียอีก!

 

 

ช่างเป็นความจริงที่ชวนให้พิศวงและตกตะลึงในเวลาเดียวกัน

 

 

เป็นที่รู้กันดีว่า ฝ่ายราชองครักษ์ดำจะชำนาญการต่อสู้ด้วยอาวุธมากกว่าการใช้เวทมนตร์ และในทางกลับกันฝ่ายราชองครักษ์ขาวส่วนใหญ่ต่างก็มีฝีมือทางด้านเวทมนตร์เป็นเลิศ หากมีอยู่สิ่งหนึ่งที่แม้แต่หัวหน้าราชองครักษ์ขาวทุกรุ่นก็ยังต้องยอมรับ ฝีมือการใช้เวทมนตร์ซ่อมแซมเสื้อผ้าของเหล่าราชองครักษ์ดำเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในปฐพี ซึ่งหากนับรวมไปถึงความสามารถในการตัดเย็บชุดแล้ว แทบจะเรียกได้ว่า พวกเขาสามารถแย่งอาชีพฝ่ายห้องเสื้อของวังหลวงหรือร้านค้าชื่อดังได้ง่ายๆ ไม่ต่างจากพลิกฝ่ามือเลยทีเดียว

 

 

แท้จริงแล้วจุดเด่นของเหล่าราชองครักษ์ไม่ใช่หน้าตาหรือฝีมืออันกล้าแกร่ง แต่เป็นความสามารถในการทำงานบ้านต่างหาก!

 

 

ในทีแรกพวกเขาก็โวยวายจนไม่รู้จะโวยยังไง แต่พอได้เห็นถึงประโยชน์และความสำคัญแล้วต่างก็ต้องพากันหุบปากฉับ เมื่อรับรู้ถึงความเป็นจริงที่ว่าพวกเขาต่างต้องช่วยเหลือตนเอง ไม่ได้มีความเป็นอยู่เลิศหรูอย่างที่คิด ใครกันที่กล่าวไว้ว่าการได้เป็นราชองค์รักษ์ที่มีตำแหน่งสูงกว่าองครักษ์หน่วยอื่นๆ มีแต่ความสบายรออยู่ในชีวิต ถ้าเทียบกันกับสิ่งที่พวกองครักษ์ซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองเหล่าราชิกุล ขุนนางชั้นสูง หรือบุคคลสำคัญของราชวงศ์ได้รับ หลายครั้งหลายคราที่ชวนให้พวกเขาต้องมานั่งขบคิดอย่างจริงจังว่า ใครกันที่มีตำแหน่งสูงกว่าและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของสังคมกันแน่

 

 

เรื่องทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายตามหน้าที่หรือการฝึกฝนกิจวัตรประจำวันของตนเองใหม่ ส่วนนี้พวกเขาพอเข้าใจอยู่ เป็นปกติอยู่แล้วที่ต้องคอยทดสอบอาหารทุกอย่างก่อนกินจนติดเป็นนิสัยเพื่อที่ว่าจะได้ไม่สร้างความประมาทจนเป็นอันตรายแก่ชีวิต การยืนขาแข็งอยู่ข้างๆ เจ้านายเพื่อทำการคุ้มกัน หรือการต้องใช้สายตาคอยระแวดระวังภัยแม้ในยามช่วยเหลืองานอื่นๆ แต่ว่า! แต่ว่า!

 

 

เรื่องที่ต้องเก็บกวาดห้อง ซักเสื้อผ้า ทำความสะอาด ทำกับข้าวพวกนี้เล่า? ปกติเป็นหน้าที่ของฝ่ายในที่จะต้องให้การดูแลไม่ใช่หรือ แต่ไฉนถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้

 

 

ในวินาทีที่ได้เห็นรุ่นพี่ใช้เข็มเย็บซ่อมแซมเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นจากการฝึกก่อนจะใช้เวทมนตร์ช่วยทำให้เนื้อผ้าผสานติดกันดังเดิม ตามติดด้วยมนต์แขนงพิเศษที่ช่วยทำให้เสื้อผ้าที่สวมใส่กลับมาสะอาดเหมือนซักใหม่ ซึ่งส่งผลไปถึงร่ายกายของผู้ใช้จนแทบไม่ต่างจากการอาบน้ำแบบขัดถู แล้วไหนจะอุปกรณ์เสริมหล่อ อาทิเช่น กระจก หวี แป้งฝุ่น และลิปมันกันปากแตกอีกล่ะ

 

 

ให้ตายสิ นี่มันค่ายทหารหรือฮาเรมหนุ่มของนางพญากันเนี่ย!?

 

 

ไหนจะความสามารถพิเศษที่แพร่เชื้อเสมือนกับโรคร้ายสู่รุ่นต่อรุ่นของเหล่าราชองครักษ์ดำที่ขอเป็นหยิบจับอะไรที่พอจะเหมาเป็นอาวุธได้เข้าหน่อย การวาดฝีไม้ลายมือแบบไม่เคยมีคำว่าประมาณตนจึงเกิดขึ้นได้แทบจะทุกเวลาราวกับเป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นในวันหนึ่งของชีวิต

 

ซึ่งนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ราชองครักษ์ดำได้ฝึกปรึกเวทมนตร์ซ่อมแซมเสื้อผ้าจนชำนิชำนาญอย่างหาใครเปรียบ แถมบ่อยครั้งโรคติดต่อที่รักษาไม่หายนี้ยังลามไปที่หมู่ราชองค์รักษ์ขาวเพื่อนสนิท ลากให้มาร่วมวงออกกำลังกายจนกลายเป็นยกโขยง แต่กระนั้นพวกรุ่นพี่