Sentimental lies [Thor X Loki] Part 10 [2/3]

posted on 02 May 2013 16:55 by sentimental-darkness in Thorki-fanfic

Title : Sentimental lies

Pairing : Thor Odinson X Loki Laufeyson

 

 

 

 

 

YAOI WARNING!!

ถ้าไม่ชอบหรือว่าหลงเข้ามา กรุณาปิดไปซะ!

 

 

 

Sentimental lies

 

 

 

 

เสียงฝีเท้าของเหล่าทหารหาญแห่งราชสำนักดังขึ้นเป็นจังหวะตามการก้าวเดินที่พร้อมเพรียง การโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการที่วางไว้เป็นไปใต้คำสั่งของนายทหารระดับสูงคณะพันธมิตรแห่งเทพสายฟ้าผู้เกรียงไกร

 

 

 

 

“เร่งมือเข้า! เราไม่มีเวลาแล้ว!” เทพนักรบหญิงผู้ห้าวหาญเกินกว่าบุรุษใดจะปรามาสและสูงส่งงดงามสั่งจัดขบวนทัพ ก่อนให้เริ่มทำการซักซ้อมตามแผนการ ซึ่งถือได้ว่าเป็นไปได้สวยเลยทีเดียว หากกระนั้นดูเหมือนจะมีบางจุดที่ไม่เป็นที่พอใจนักสำหรับเจ้าตัว ดวงตาที่สอดส่องไปจนทั่วจึงหาจุดบกพร่องจนพบในที่สุด

 

 

 

 

“เอ้า ตรงนั้นแข็งขันกันหน่อย อย่ามัวแต่คุย!”

 

 

 

 

น้ำเสียงออกคำสั่งเฉียบขาดจนน่าสยอง แถมยังส่อแววดุดันเอาเรื่องพานให้สองสหายโฮกันและโวลสแต็กถึงกับลอบกลืนน้ำลายดังเอื๊อก

 

 

 

 

ท่ามกลางการซ้อมรบที่เป็นไปอย่างลับๆ ภายในเขตวัง ร่างสูงใหญ่ของบุรุษหนุ่มผู้นำทัพได้ก้าวเข้ามาถึงข้างตัวเทพหนุ่มเจ้าสำราญที่มาตอนนี้ได้เปลี่ยนสถานะมาเป็นกุนซือของกองทัพแทน

 

 

 

 

“แฟนดรัล ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว”

 

 

 

 

ชายหนุ่มผู้มักจะปรากฏรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าเสมอเงยหน้าขึ้นจากรายงาน ก่อนจะเอ่ยตอบ “ก็อย่างที่เจ้าเห็น วุ่นวายไม่น้อย แต่รับรองว่าทันการณ์แน่ โชคดีที่พวกเรารู้ตัวทันเลยยังพอมีเวลาทำอะไรต่อมิอะไร ว่าแต่ทางเจ้าล่ะ”

 

 

 

 

คิ้มเข้มยักให้กับคู่สนทนา สีหน้าสนใจใคร่รู้กับสิ่งที่ถามไปจนออกนอกหน้า แต่อาการนั้นกลับเรียกให้ใบหน้าหล่อเหลาคมคร้ามปรากฏความหนักใจขึ้นมา ด้วยเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่อีกฝ่ายถามถึงไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องงานเลยสักนิด

 

 

 

 

แต่เป็น...

 

 

 

 

หวังว่าวันนี้โลกิจะยอมทำตัวเป็นเด็กดีเหมือนที่ผ่านๆ มานะ นี่ก็สายขนาดนี้แล้ว ป่านนี้จะทำอะไรอยู่ อ่านหนังสือหรือเดินออกกำลังเบาๆ? 

 

 

 

 

เฮ้อ ช่างน่าสมเพชนัก ปัญหาใหญ่หลวงที่หนักใจเขาที่สุดกลับไม่ใช่สงครามหรือการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสองวันข้างหน้า แต่เป็นเรื่องของโลกิ

 

 

 

 

วันนี้เทพแห่งสงครามผู้ได้รับการขนานนามว่าไร้พ่ายจึงได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้อย่างละเมียดละไม

 

 

 

 

ปัญหาหัวใจไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแก้ไข

 

 

 

 

“สงบเรียบร้อยดี” เจ้าชายแห่งแดนเทพตอนสั้นๆ แต่ได้ใจความที่สุด

 

 

 

 

...แสดงว่าไมร่ายังไม่ได้ก่อเรื่องร้ายแรงอะไรหรือไม่ก็โดนแม่ห้าสาวทหารเสือปราบเอาอยู่หมัดเสียก่อน... 

 

 

 

 

แฟนดรัลตีออกมาเป็นข้อความแบบง่ายๆ เพราะไม่มีความจำเป็นเลยที่เขาจะต้องคิดมากให้ลึกซึ้ง ถ้าหากถามว่าทำไมน่ะหรือ เอาเป็นว่าแค่ดูว่าใครเป็นคนตอบก็รู้แล้วล่ะว่าต้องคิดตื้นๆ หรือคิดให้ลึกๆ

 

 

 

 

“ซิฟเป็นอะไร ดูหงุดหงิดชอบกลนะ”

 

 

 

 

คำถามจากเทพหนุ่มผู้กำลังบาดเจ็บจากรักเรียกให้สายตาของผู้ถูกถามมองตาม และเมื่อได้เห็นท้วงทางห้าวหาญที่บางครั้งก็อยากจะถามว่าแม่เจ้าพระคุณเธอจะห้าวไปไหน แมนไปไหม แฟนดรัลก็อดเผลอหลุดทำหน้าเหวอไม่ได้

 

 

 

 

โอ๊ย ท่านหญิงของข้า เล่นใช้ดาบฟันก้อนหินโชว์นี่มันอะไร ไหนจะกระแสไฟฟ้าที่แสนแปลบปลาบอีกล่ะ!

 

 

 

 

อย่าบอกนะว่าได้ของเล่นมาใหม่จากโรงตีดาบน่ะ!

 

 

 

 

“ฮะๆ พูดไปก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก” ใบหน้าของกุนซืนแห่งกองทัพแข็งค้าง ขณะพยายามเปล่งเสียงหัวเราะพลางกล้ำกลืนน้ำตา “ก็นะ ถึงเรื่องของโลกิจะทำให้ซิฟผิดหวังมากก็จริง แต่ดูเหมือนท่านหญิงของเราจะยังไม่ปักใจเชื่อไปเสียทีเดียว อันที่จริง ถึงพวกข้าจะรู้จักโลกิได้ไม่นาน พูดคุยกันไม่กี่ครั้ง แต่ข้าว่าข้ามองออกนะ โดยเฉพาะสายตาเวลามองหน้าหล่อๆ ของเจ้า ต้องเป็นของจริงแน่ ข้ามั่นใจ”

 

 

 

 

น้ำเสียงของแฟนดรัลฟังดูมั่นคงเช่นเดียวกับใบหน้าที่แสดงออกถึงความจริงจัง สายตาแน่วแน่ยืนยันในคำพูดมองสบดวงตาสีฟ้ากระจ่าง ด้วยหวังว่าอย่างน้อยคำพูดของเขาจะช่วยเรียกสติของสหายที่กำลังจมปลักอยู่กับความผิดหวังเจ็บช้ำในรักได้ฉุกใจแล้วหันมองโลกให้ลึกซึ้งขึ้นบ้าง

 

 

 

 

แต่นี่อะไร...หยุดทำหน้าหล่อๆ บื้อๆ ได้แล้ว ธอร์!

 

 

 

 

“หา? มองข้า?” ใบหน้าหล่อระเบิดที่สาวๆ เห็นแล้วต้องชกอกกรีดร้องฉายแววฉงนได้ใสซื่อจนเห็นแล้วอยากจะเอามือสากๆ ไปต่อยให้ระเบิดสักหมัดสองหมัด

 

 

 

 

“ก็เพราะเจ้าเป็นซะอย่างนี้ไง ข้าถึงต้องปวดหัวบ่อยๆ เฮ้อ เอ้าๆ อย่าทำหน้าหงิกสิ หยุดเลยๆ ไม่ต้องยกมือเรียกค้อน ไม่ใช่ว่าข้ากลัวนะ แต่ลองได้เจอโยเนียร์ของเจ้าไปสักที เจ้าก็เตรียมตามไปปรึกษาข้าได้ที่ภพหน้าได้เลย ธอร์”

 

 

 

 

ลองเจอดักทางไปหมดทุกเส้น ฝ่ามือที่ทำท่าจะยกเรียกอาวุธคู่ใจจึงต้องเก็บกลับไปโดยฉับพลัน ซึ่งเรียกสีหน้าโล่งใจจากเทพดวงซวยที่เกือบได้ชะตาขาดไม่น้อย

 

 

 

 

“เจ้าจะบ่นให้มากความทำไม ข้ายังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย แต่ถ้าเจ้ายังไม่บอก รับรองว่าข้าจะส่งเจ้าไปภพหน้าเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ สมใจแน่” ใบหน้าคมคายแทบจะมีเส้นเอ็นปูดโบน ดวงตาสีฟ้าเริ่มจะเข้มครึ้ม ประกอบฉากข่มขู่อลังการด้วยเสียงสายฟ้าฟาดหนึ่งสายที่ไม่ได้ทำให้กองทัพซึ่งกำลังซักซ้อมกันอย่างแข็งขันตื่นตกใจแต่อย่างใด ก็เล่นวันหนึ่งๆ ได้ยินไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง ลองเจอติดๆ เข้าไม่กี่วันประเดี๋ยวก็ชินไปเองนั่นแหละ

 

 

 

 

เอะอะก็ฟ้าผ่า เอะอะก็ฟ้าร้อง เรียกพายุมาเลยดีไหม เพื่อนข้า

 

 

 

 

เพราะได้แค่คิดในใจ คำพูดที่ต่อให้ใจบ้าดีเดือดแค่ไหนก็ไม่กล้าพูดออกมานี้จึงถูกแฟนดรัลดวงจู๋ทำลายทิ้งจนไม่เหลือซาก ก็ใครใช้ให้สหายเขาใช้กำลังเก่งกว่าใช้สมองกันเล่า

 

 

 

 

“เฮ้ยๆ ใจเย็นสิ ใจเย็น เอาล่ะ มาต่อกันดีกว่า ถึงไหนแล้วนะ”

 

 

 

 

“โลกิมองข้า” ธอร์ไม่ได้จงใจกดเสียงต่ำและไม่ได้คิดจะทำหน้าตาเคร่งเครียดเกิดเหตุด้วย แต่ร่างกายดันเกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อท่าทางสะดุ้งโหยงของอีกฝ่ายไปเอง คาดได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คงไม่แคล้วเกิดจากความเคยชินอันน่ากลัวของคู่สนทนาทั้งสองเป็นแน่

 

 

 

 

“ใช่ๆ โลกิมองเจ้า...” กะว่าจะรักษาตัวรอดเป็นยอดดีสักหน่อย แต่เพิ่งเริ่มอารัมภบทได้ไม่จบประโยค ใบหน้าของเทพผู้น่าสงสารแห่งวันวิปโยคก็เป็นอันต้องกระตุกสั่น

 

 

 

 

ทั้งหมดนั่นก็เป็นเพราะสายตาเหี้ยมเกรียมที่มองมาแท้ๆ...

 

 

 

 

แต่ถึงจะโอดครวญไปสักร้อยรอบพันรอบ เขาก็ไม่มีทางรอดพ้นจากความน่าสะพรึงกลัวที่ยืนจ้องจะงาบหัวของเขาได้แบบครบสามสิบสองเป็นแน่ แฟนดรัลจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเลิกนอกเรื่องแล้ววกกลับเข้าสู่ประเด็นทันที

 

 

 

 

“เจ้าเคยสังเกตไหมว่าส่วนใหญ่โลกิจะทำหน้าแบบไหน”

 

 

 

 

หัวคิ้วเข้มเลิกขึ้นน้อยๆ ก่อนเสียงทุ้มจะดังออกมา “นิ่งๆ เฉยๆ อ่านอารมณ์ไม่ออก เหมือนดอกไม้น้ำแข็ง สวยแต่เย็นชา จับต้องไม่ได้”

 

 

 

 

คำถามแรกของการกลับเข้าสู่อ่าวเทียบท่าไม่ได้ยากเกินที่จะตอบนัก คำตอบที่ได้จึงฉับไวและถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

 

 

 

 

 “ถูกต้อง แต่ในบางครั้งโดยเฉพาะเวลาที่อยู่คนเดียว ดอกไม้น้ำแข็งที่งดงามก็จะหลุดสีหน้าเศร้าๆ ออกมาด้วย เฮ้ อย่ามองอย่างนั้นสิ ข้าก็แค่บังเอิญไปเห็นเข้าพอดี ไม่ได้ตามแอบดูเมียเจ้าสักหน่อย ข้าไม่ได้เป็นพวกโรคจิตหรอกนะ” ท่านที่ปรึกษาปัญหาหัวใจอยากจะยกตำแหน่งกิตติมศักดิ์ให้กับสหายคนอื่นนัก

 

 

 

 

ใช่ว่ามีฉายาเจ้าสำราญแล้วจะเก่งเรื่องแก้ปัญหารักของชาวบ้านไปซะหมดสักหน่อย อย่างน้อยแค่เห็นถึงความเหนื่อยยากของเขาที่ต้องมาสะดุ้งทุกๆ นาทีกับอาการบ้าเลือดหึงไม่เข้าเรื่อง...

 

 

 

 

ช่วยเก็บอาการสักหน่อยเถอะ เพื่อน!

 

 

 

 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่จะร้อนตัวไปทำไม” เหมือนจะได้ยินเสียงโอดครวญร่ำร้องอยู่ในใจอีกฝ่าย เทพสายฟ้าจึงลดมือให้อยู่กับที่ไม่เรียกค้อน ไม่แสดงออกทางสีหน้า ใบหน้าที่เดี๋ยวบึ้งเดี๋ยวยิ้มจึงดูประหลาดพอควร แต่ก็ไม่ได้เรียกเสียงหัวเราะจากอีกฝ่ายนอกจากความสงสัยที่พานจะพาให้ซวยซ้ำซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก

 

 

 

 

“แต่ท่าทางเจ้ามันไม่ได้เข้าเค้าคำว่าไม่มีว่าอะไรเลยสักนิด ทะแม่งๆ แบบนี้แสดงว่าต้องมีอะไรแน่ๆ” แฟนดรัลได้ทีจี้ถามตรงจุดบอดที่สุดแห่งความน่าสงสัยโดยไม่รีรอ “ถามจริงเถอะธอร์ คืนวันนั้น...คืนก่อนวันที่พวกเราจะออกไปล่าสัตว์แล้วเจอเจ้าจิ้งจอกน้อยเฟนริล เจ้าเห็นใช่ไหม”

 

 

 

 

ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มชวนสะพรึง “เจ้าคิดว่ายังไงล่ะเพื่อนรัก”

 

 

 

 

ทั้งน้ำเสียงทั้งสีหน้าเหี้ยมเกรียมชวนสยองแบบนี้ ไม่ผิดแน่แล้ว...

 

 

 

 

หึงโหด! แฟนดรัลของฟันธง!

 

 

 

 

ลองถามกลับแบบนี้แสดงว่าวันนั้นเจ้าชายขี้หึงขี้หวงต้องเห็นเขาคุยกับโลกิแน่ๆ ไม่งั้นคงไม่เข้าใจสิ่งที่เขาถามแล้วย้อนกลับมาได้จุกขนาดนี้หรอก

 

 

 

 

ให้ตาย เกือบซวยไปโดยไม่รู้ตัวแล้วไหมล่ะ แฟนดรัล!

 

 

 

 

“เจ้านี่มัน...หึงน่ากลัวชะมัด น่าสงสารโลกิจริงๆ มิน่าถึงได้ท้องก่อนแต่ง ข้าล่ะก็สงสัยอยู่ตั้งนานว่าไปตกล่องปล่องชิ้นกันตอนไหน ถามซิฟก็ไม่ยอมบอก แถมยังตบหน้าข้ามาเป็นของแถมอีกแน่ะ ซวยๆ จริงเล้ย สุดหล่อแฟนดรัล”

 

 

 

 

ธอร์รู้สึกเห็นใจเพื่อนดวงจู๋คนนี้ขึ้นมาไม่น้อย ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะอยากตายจนถึงขนาดนี้ ฝ่ามือของยอดนักรบหญิงแห่งแอสการ์ดใช่ว่าเบาๆ เสียเมื่อไหร่ แถมเมื่อครู่ยังเพิ่งโชว์สุดยอดพละกำลังทลายหินอยู่เลยไม่ใช่หรือ

 

 

 

 

เสียใจจริงๆ ที่ทำให้เจ้าโดนลูกหลงไปด้วย ไว้เจ้าแต่งงานเมื่อไหร่ ข้าจะต่อโลงขนาดพอดีๆ เตรียมไว้ให้นะ