[Fan fic] The other side [Hashirama x Madara / Tobirama x Izuna]

 

YAOI WARNNING

 


 

อ่านตอนที่หนึ่งฉบับรีไรท์ใหม่ก่อนนะคะ

 


 

ขอย้ำ

 


 

 อ่านตอนที่หนึ่งฉบับรีไรท์ใหม่ก่อนนะคะ

 

 

 

 


 

แสงรำไรสาดส่องผ่านบานหน้าต่างที่เปิดกว้าง ดวงตาคู่สวยเหม่อมองดวงจันทร์กลมโตไปชั่วครู่ ก่อนจะละสายตากลับมาสู่เส้นทางที่ต้องก้าวเดินต่อไป

 

 

 

 

“ทำไมข้าถึงต้องไปด้วยล่ะ แขกพิเศษระดับนั้นให้เด็กฝึกงานอย่างข้าไปต้อนรับจะไม่แย่เอาทีหลังหรือ”

 

 

 

 

“เจ้าไม่มีสิทธิ์เลือก อิซึนะ นอกจากเสียจากเจ้าจะทำเงินให้ได้เหมือนพี่ชายของเจ้า เฮ้อ ยังไงงานก็คืองาน ในเมื่อนี่เป็นความประสงค์ของลูกค้า เจ้าก็ต้องทำตาม รับรองให้ดีล่ะ แขกพิเศษคนนี้เป็นแขกของไดเมียวเลยเชียวนะ”

 

 

 

 

“วิเศษวิโสขนาดไหนกันเชียว กับแค่แขกของไดเมียวเนี่ยนะ” เด็กหนุ่มอดบ่นออกมาไม่ได้ เขาไม่เข้าใจเลยว่าแขกคนนั้นจะเรียกเด็กที่ขึ้นเตียงไม่ได้มารับใช้ทำไม โดยไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าทางเจ้าของหอเป็นผู้เสนอชื่อของตนไปก่อนจนได้รับการตอบรับมาต่างหาก

 

 

 

 

หรือว่าไม่ได้ตั้งใจมาเที่ยวแต่ถูกบังคับมา?

 

 

 

 

ไม่หรอกมั้ง ไม่งั้นก็น่าจะปฏิเสธไปตั้งแต่ต้นสิ จะฝืนมาให้ทรมานตัวเองเล่นทำไม

 

 

 

 

อิซึนะส่ายหัวกับความคิด ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วย่อตัวลงเมื่อถึงห้องรับรองอันเป็นที่หมาย

 

 

 

 

“ขออนุญาตครับ” เสียงหวานหูดังขึ้นหลังประตูเป็นมารยาท ก่อนที่บานประตูจะถูกเลื่อนออกไปด้านข้างปรากฏให้เห็นเรือนร่างบอบบางราวอิสตรีของเด็กหนุ่มผู้ก้มศีรษะคำนับลงต่ำ เส้นผมสีดำยาวถูกมัดรวบอย่างเรียบร้อยช่วงลำคอขาวผ่องส่งผลให้เจ้าของใบหน้าใสที่กำลังค่อยๆ เงยขึ้นดูขาวกว่าปกติจนผู้เฝ้าจับตามองนึกอยากจะสร้างรอยราคีลงไป

 

 

 

 

“ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าน้อยชื่ออิซึนะขอรับ...” ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างพร้อมกับเสียงพูดที่ขาดหาย เมื่อได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาหากติดจะเย็นชาของแขกพิเศษที่ตัวเขาจำต้องปรนนิบัติรับใช้ ฝ่ามือสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ ยิ่งได้เห็นรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาเพียงมุมปากราวกับจะยั่วเย้าของอีกฝ่ายก็พานให้รู้สึกอยากจะหนี

 

 

 

 

“ไง อิซึนะ” เสียงทุ้มเย็นชาทักทายตามปกติ ไม่แม้แต่จะหยี่หระต่อสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าระหว่างพวกเขาทั้งสอง

 

 

 

 

“จะ..เจ้า!” อิซึนะเค้นเสียงรอดไรฟัน พลางยกนิ้วขึ้นชี้ใบหน้าจองหองของอีกฝ่าย

 

 

 

 

น้ำเสียงไม่แยแสนี่มันอะไร จงใจยั่วโมโหข้าอย่างนั้นใช่มั้ย!?

 

 

 

 

ดวงตาโตจ้องมองอย่างขู่คาด หากแต่ฝ่ายถูกจ้องกลับไม่ได้รู้สึกรู้สา ทั้งยังยกจอกเหล้าขึ้นจิบ พลางเอ่ยตักเตือนด้วยน้ำเสียงที่ไม่จริงจังนัก

 

 

 

 

“เอามือชี้แขกคนสำคัญของหอไม่ดีเลยนะ ที่นี่ไม่ได้อบรบสั่งสอนเจ้าเรื่องมารยาทบ้างเลยหรือไง”

 

 

 

 

แม้หลังจากที่ดื่มเหล้าจอกนั้นเสร็จ โทบิรามะจะไม่ทำอะไรนอกเสียจากส่งสายตาดุๆ ตามแบบฉบับมา แต่กระนั้นอิซึนะก็ยังรู้สึกไม่วางใจอยู่ดี จริงอยู่ที่ว่าถ้าหากเป็นแขกคนอื่นๆ เขาอาจจะถูกรายงานพฤติกรรมกับผู้คุมจนถูกลงโทษไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นการที่คนๆ นี้ยังคงไม่มีท่าทีจะเอาเรื่องเขาก็ไม่ได้ความว่าจะไม่คิดบัญชีย้อนหลัง

 

 

 

 

โวยวายไม่ได้ ไม่งั้นพี่จะต้องเดือดร้อน ตอนนี้เราไม่มีทางเลือก ทนๆ ไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวเบื่อก็ไปเรียกคนอื่นมารับใช้เอง

 

 

 

 

หลังจากคิดสะระตะเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มก็เลื่อนปิดบานประตูที่อยู่ด้านหลังให้สนิทด้วยกลัวว่าต่อจากนี้จะทนการยั่วโมโหของฝ่ายตรงข้ามไม่ไหวแล้วลืมตัวขึ้นมาอีก

 

 

 

 

ทำไงได้ ก็ปากมันไวกว่าหมัดนี่นะ

 

 

 

 

“ขะ...ขอประทานโทษครับ” อิซึนะก้มหัวลงขอขมาอย่างเป็นทางการด้วยกิริยาท่าทางที่เรียบร้อยงดงามยิ่ง ไหนจะประดับด้วยรอยยิ้มประจบชนิดเกินพอดีที่มองก็รู้ว่าเสแสร้ง

 

 

 

 

คิดจะทดสอบความอดทนของข้างั้นเหรอ?

 

 

 

 

ได้มาสู้กันสักตั้งว่าใครจะทนใครได้มากกว่ากัน!

 

 

 

 

“มานั่งตรงนี้สิ” โทบิรามะใช้หางตามองไปที่ร่างบางๆ ของอีกฝ่าย พลางตบมือลงบนตักของตนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มยั่วโมโห ซึ่งดูจะได้ผลดีมากเสียด้วย เมื่อเจ้าของใบหน้าเล็กๆ น่ารักจิ๊ปากขึ้นมาอย่างขัดใจ ก่อนจะลุกเดินเข้ามาใกล้ๆ พร้อมจ้องมองที่คนออกคำสั่งด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ

 

 

 

 

“ขออนุญาตนะครับ” อิซึนะแทบจะกัดฟันพูด แล้วทิ้งก้นลงนั่งยังที่นั่งถัดจากร่างใหญ่โตของยักษ์น้ำแข็งปากร้าย ซึ่งการกระทำนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเจ้าตัวหัวดื้อสักแค่ไหน แต่ถึงจะพยศมากกว่านี้ เด็กหนุ่มก็รู้หน้าที่ของตนดีจึงลงมือรินเหล้าลงจอกแล้วยื่นให้อีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้ “เชิญครับ”

 

 

 

 

เห็นฝ่ามือขาวๆ ยื่นจอกเหล้ามาตรงหน้า โทบิรามะที่รอจังหวะอยู่จึงคว้าข้อมือบอบบางเอาไว้แล้วก้มหน้าลงดื่มเหล้าจอกนั้นจนหมด ก่อนจะแกล้งคนอวดดีให้ได้อายโดยใช้ปลายลิ้นที่แตะสัมผัสปากจอกลากไล้ไปยังเรียวนิ้วขาวนวลที่จับอยู่ แนวฟันขาวสะอาดขบกัดข้อนิ้วเล็กเบาๆ ก่อนจะเคล้นคลึงอย่างหยาบโลนด้วยเรียวลิ้นชำนาญการจนเมื่อรู้สึกได้ถึงแรงสั่นเทาจากร่างที่ตกเป็นเหยื่อ การรังแกเพียงอุ่นเครื่องจึงได้สิ้นสุดลง

 

 

 

 

“เป็นอะไร เงียบเป็นเป่าสากแบบนี้ไม่สมคำโฆษณาเลยนะ ว่าที่ดาวเด่นอันดับหนึ่ง” โทบิรามะจงใจพูดจาหยามเหยียด เพราะอยากจะเห็นใบหน้าเจ็บใจที่นองไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง มือใหญ่อีกข้างคว้าเอาที่ลำคอระหงเพื่อบังคับให้ดวงหน้าแดงระเรื่อยอมเงยขึ้นมอง

 

 

 

 

“ก็ไม่มีอะไรจะพูดนี่!” เสียงตอบกลับของอิซึนะไม่ได้เบาเลยสักนิด หากก็ไม่อาจเล็ดลอดไปถึงภายนอกได้ด้วยบานประตูที่ปิดสนิท อีกทั้งทำเลของห้องที่เป็นเอกเทศห่างไกลจากห้องอื่นๆ นัก ไหนจะเสียงบรรเลงดนตรีจากชั้นล่างที่ดังเสียจนปิดกั้นไม่ให้ใครได้ยินเสียงตะโกนของเขา

 

 

 

 

ถ้าเกิดโดนทำร้ายขึ้นมาตอนนี้ต้องแย่แน่ๆ คงไม่ใครมาช่วยเราได้อีกแล้ว เพราะว่าตอนนี้พี่...

 

 

 

 

“ยังไม่ทันไรก็หาเรื่องทะเลาะกับแขกแล้วเหรอ แบบนี้อย่าว่าแต่ดาวเด่นเลย กับแค่จะมีคนยอมทุ่มทุนซื้อครั้งแรกของเจ้ารึเปล่าก็ยังน่าเป็นห่วง”

 

 

 

 

“หน็อย จะมากไปแล้วนะ ถ้าไม่พอใจข้าก็พูดมาตรงๆ เลยสิ คิดว่าข้าอยากมาปรนนิบัติคนปากไม่มีหูรูดอย่างเจ้ารึไง”

 

 

 

 

คำสบประมาทของคนใจร้ายถือว่าน่าโมโหมากก็จริงอยู่ แต่นี่ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีไม่น้อย อิซึนะจึงไม่ลังเลเลยที่จะผลักร่างที่บีบบังคับจับกุมตนอยู่ออกไปอย่างแรง

 

 

 

 

“เดี๋ยวก่อนสิ คิดจะไปไหนกันล่ะ อิซึนะ” โทบิรามะที่ยังคงสามารถจับตัวเด็กดื้อเอาไว้ได้ก้มลงกระซิบที่ริมหู เรียกให้คนที่สุดท้ายก็ต้องมานั่งลงบนตักของอีกฝ่ายจนได้เลือดขึ้นหน้าด้วยความโมโหจัด โดยเฉพาะกระแสเสียงยั่วเย้าที่จงใจเรียกชื่อเขา

 

 

 

 

หมอนี่มันจงใจกวนประสาทเราชัดๆ!

 

 

 

 

“ปล่อยนะ! ข้าจะไปหาคนที่ดีกว่ามาแทนยังไงล่ะ เจ้าจะได้พอใจสักทีไม่ดีใจเหรอ” อิซึนะดึงมือที่กอดรัดเอวของตนออกสุดกำลัง ไหนจะต้องหลบเลี่ยงจากมือที่พยายามจับคางของตนอีก

 

 

 

 

ซาดิสต์ชะมัด! เอะอะก็บีบคาง!

 

 

 

 

“อ้อ แสดงว่ายอมรับแล้วสินะว่าตัวเองไร้ความสามารถ มิน่าล่ะ จนป่านนี้แล้วถึงยังใช้ข้ออ้างเรื่องอายุไม่ถึง ที่แท้เจ้ามันก็...ไม่ได้เรื่องนี่เอง”

 

 

 

 

ในการรบด้วยสงครามประสาท ไม่ใช่แค่เพียงคำพูดที่สามารถสั่นคลอนสติของคู่ต่อสู้เท่านั้น น้ำเสียง รวมไปถึงจังหวะการพูดและการเว้นวรรคล้วนแต่มีส่วนอย่างมากเช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้สำหรับอิซึนะที่ไม่ค่อยจะประสากับการต่อสู้ด้วยวิธีแบบผู้ใหญ่สักเท่าไหร่จึงรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก

 

 

 

 

และเมื่อสิ้นหนทางหนี...สุดท้ายโทสะก็เข้าครอบงำสติทั้งมวล

 

 

 

 

“จะมากไปแล้วนะ! ถ้าไม่ใช่เพราะพี่บังคับไว้ ข้าก็ไม่คิดจะเป็นแค่เด็กฝึกหัดแบบนี้หรอก ข้าไม่ได้ไร้น้ำยาอย่างที่เจ้าคิด เพราะฉะนั้นถอดคำพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

 

 

 

 

เพราะรู้สึกเจ็บแค้นเป็นอย่างยิ่ง แม้จะรู้ตัวว่าไม่สามารถหลุดรอดไปจากวงแขนแข็งแกร่งราวกรงขังได้ อิซึนะก็ยังคงดิ้นรน หยาดน้ำตาใสไหลรินออกจากดวงตาด้วยความโมโหที่มีมากล้นจนเก็บเอาไว้ไม่อยู่ ฝ่ามือเล็กทั้งทุบกระหน่ำทั้งผลักไสแผ่นอกหนา ไม่สนว่าการพยศของตนจะเรียกรอยยิ้มร้ายกาจของยักษ์ให้ปรากฏออกมาข่มขวัญ

 

 

 

 

“อ้อ จริงด้วยสินะ เพราะว่าพี่เจ้าหวงเจ้ามากก็เลยยอมเอาร่างกายตัวเองไปปรนเปรอผู้ชายทั้งที่ตัวเองก็สามารถหาเงินได้ด้วยวิธีอื่น ซึ่งข้าก็ต้องขอชมว่าเก่งมากที่สามารถหาเงินได้มากพอๆ กับพวกดาวเด่นที่ขายตัวแล้ว”

 

 

 

 

โทบิรามะพูดเนิบๆ ไม่รีบร้อน ก่อนจะจับมือคู่เล็กที่เป็นตัวปัญหาเอาไว้แม้ว่าการต่อสู้ขัดขืนเหล่านั้นจะไม่ต่างจากแมวข่วนสำหรับเขาก็ตามที “หึ ส่วนเจ้าเองก็ร้ายไม่เบา ทำตัวเป็นน่าสงสารหลบอยู่ข้างหลังพี่ชาย ผลักไสเขาไปอ้าขาให้ผู้ชายแทนตัวเอง ทำไม กลัวพี่ชายจะไม่สนใจเหรอ ตัวเองที่ถูกผู้ชายอื่นย่ำยีน่ะ”

 

 

 

 

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” อิซึนะตะโกนสั่งทั้งน้ำตาที่ไหลริน ทนไม่ได้ที่พี่ชายคนสำคัญต้องถูกพาดพิงในเรื่องแบบนี้ แต่ทว่าถึงจะอ้อนวอนไปชายผู้โหดเหี้ยมไม่ต่างจากยักษ์คนนี้ก็ไม่ทางหยุดอยู่ดี

 

 

 

 

รอยยิ้มดูแคลนระบายลงบนริมฝีปากที่พ่นคำพูดร้ายกาจได้อย่างไม่รู้สึกรู้สา “ทำมากี่ครั้งแล้วล่ะ กับพี่ชายสุดที่รักของเจ้าน่ะ”

 

 

 

 

เพี๊ยะ!

 

 

 

 

อีกครั้งที่ใบหน้าคมคายต้องหันตามแรงปะทะจากฝ่ามือข้างเดิมของคนคนเดิมที่ในเวลานี้ต่อให้พี่ชายของตนมาห้ามทัพเองก็น่ากลัวว่าจะเอาไม่อยู่

 

 

 

 

“พวกข้าไม่เคยคิดหรือทำอะไรต่ำๆ แบบนั้น พี่ชายรักข้าแบบน้องชายจริงๆ ไม่ใช่อย่างที่เจ้ากล่าวหา อ๊ะ” ยังไม่ทันได้ต่อว่าให้สาสมแก่ใจ ร่างทั้งร่างของอิซึนะที่ปรากฏความตระหนกขึ้นมาบนใบหน้าโดยฉับพลันก็ถูกจับกดลงกับเบาะรองนั่ง

 

 

 

 

“ดี งั้นก็มาลองพิสูจน์ดูว่าสิ่งที่เจ้าพูดมันเป็นความจริงรึเปล่า” ในแววตาของโทบิ