Sentimental lies [Thor X Loki] Part 11 [2/3] 100%

posted on 25 Aug 2013 23:41 by sentimental-darkness in Thorki-fanfic

Title : Sentimental lies

Pairing : Thor Odinson X Loki Laufeyson

 

 

 

YAOI WARNING!!

ถ้าไม่ชอบหรือว่าหลงเข้ามา กรุณาปิดไปซะ!

 

 

 


Sentimental lies

Part 11

 

 

 

“ช่วยข้าด้วย!! ใครก็ได้เปิดประตูที!!!”

 

 

เสียงร้องตะโกนที่ฟังดูตื่นตระหนกและเปี่ยมไปด้วยความหวาดหวั่นดังขึ้นเต็มสองรูหู

 

 

นางกำนัลทั้งสองมองตากันอย่างปรึกษาชั่งใจ เพราะหากให้ใช้ความรู้สึกส่วนตัวตัดสิน ผลย่อมออกมาเป็นที่แน่นอนว่าประตูบานนี้จะไม่มีทางเปิดขึ้นเพื่อต้อนรับตัวปัญหาอย่างเจ้าหล่อน แต่กระนั้นในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้บางทีอาจจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นก็เป็นได้...

 

 

ในทางเลือกที่อาจจะส่งผลดีหรือร้ายชนิดผลิกหน้ากระดาน พวกนางควรจะทำเช่นไร?

 

 

“ยัยไมร่าจะมาไม้ไหนกันเนี่ย” นางกำนัลสาวบ่นเสียงหน่ายไม่ต่างจากใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นบอกบุญไม่รับ ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากอาจารย์อาของเธอสักเท่าไหร่

 

 

“ท่านหญิงไมร่ามาทางไหนเชิญกลับไปทางนั้นพวกเราไม่ต้อนรับ!”

 

 

หลังจากที่รองหัวหน้านางกำนัลคิดสะระตะโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของศิษย์น้องและหลานชายตัวน้อยๆ ทั้งสองเป็นหลักแล้ว จึงตัดสินใจตะโกนบอกไปอย่างเลือดเย็น หากทว่าเสียงทุบบานประตูตึงตันก็ยังไม่มีท่าทีที่จะลดลงและทวีความถี่ขึ้นเรื่อยๆ

 

 

“เปิดสิ! ข้าบอกให้เปิดยังไงล่ะ!! พวกมันมาแล้ว เปิดสิโลกิ!! ธอร์กำลังจะตายนะ! เปิด!!”

 

 

เสียงร้องปนคร่ำครวญพานให้ความตั้งใจสั่นคลอน หนึ่งบุรุษสองสาวมองหน้าปรึกษากันอีกครั้งด้วยความสงสัยในคำพูด แต่ไหนๆ อุตส่าห์ถึงคราวไม่จำเป็นต้องไว้หน้าเนื่องในโอกาสที่เจ้าชายรัชทายาทผู้ดีแสนดีไม่อยู่ทั้งที...

 

 

ขอร้ายสักหน่อยเถอะนะ!  

 

 

“พูดจาอะไรน่ะ ถ้าจะก่อกวนก็ไสหัวไปไกลๆ เลยย่ะ!”

 

 

“ไปขอให้คนอื่นช่วยเถอะ คิดหรือว่าที่นี่จะมีคนที่สนใจความเป็นความตายของหล่อนน่ะ ท่านหญิง”

 

 

สมกับที่เก็บกดกันมานมนาน สองอาจารย์อาศิษย์หลานเสริมกันอย่างดุเดือดเผ็ดร้อนเสียจนอุณหภูมิห้องสูงขึ้นตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเพราะรั้งปากรั้งใจเอาไว้ไม่อยู่

 

 

“ข้าต้องการพูดกับโลกิ พวกเจ้าไม่เกี่ยว!!” เสียงแหวตวาดลั่นของไมร่าไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ที่คุกรุ่นจนเดือดของคนฟังเย็นลงเลย ซึ่งดูเหมือนตัวนางก็ไม่คิดจะเอามาใส่ใจจึงพูดต่อโดยไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้แทรกแซงอีก

 

 

“โลกิ!! ออกมาเดี๋ยวนี้! มาฟังข้า ได้ยินไหม! ธอร์กำลังจะตาย!! พวกยักษ์น้ำแข็งจะฆ่าเขา พ่อของเจ้าจะฆ่าเขา!!”

 

 

เพียงแค่ได้ยินคนที่มีจิตใจไม่สมกับฐานันดรเอ่ยเรียกชื่อศิษย์น้องห้วนๆ รองหัวหน้านางกำนัลก็ถึงกับหน้าตึง ถกแขนเสื้อขึ้นสองข้างพลางเดินอาดๆ ไปที่ประตูเหมือนกำลังจะวางมวย แต่เมื่อฟังจนจบ ฝีเท้าที่ก้าวเดินก็เป็นอันต้องหยุดลง ก่อนที่ใบหน้าเครียดขึงจะหันกลับมาขอคำปรึกษาจากผู้ร่วมเหตุการณ์สองชีวิตที่ดูจะเครียดไม่แพ้กัน

 

 

“ให้นางเข้ามา”

 

 

ดั่งคำประกาศิตที่ทำเอาหัวใจหล่นวูบ ยังไม่ทันที่สามสหายร่วมรบร่วมรับมือกับท่านหญิงที่น่ารำคาญที่สุดแห่งแอสการ์ดจะได้เอ่ยความตกลงกันแต่อย่างใด เสียงหวานที่มีเพียงแต่การร่ำไห้อย่างน่าเวทนาในช่วงเวลาที่ผ่านนี้ก็ได้เอ่ยสั่งการจากห้องบรรทมชั้นในพร้อมกับการปรากฏกายของชายหนุ่มผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ซึ่งดูแปลกหน้ายิ่งนักสำหรับโฮกันสหายแห่งเทพสายฟ้า

 

 

หนุ่มน้อยส่งยิ้มบางๆ ให้กับหญิงสาวทั้งสอง ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ แทนสัญญาณบางอย่างที่โฮกันไม่เข้าใจเอาเสียเลย ต่างจากศิษย์ร่วมสำนักที่ดวงตาฉายแววประหลาดใจในชั่ววูบ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความกล้าที่ชวนให้ขนลุก

 

 

จริงอยู่ว่าคำสั่งของชายาแห่งแดนเหมันต์ผู้เป็นใหญ่ย่อมไม่มีใครในที่แห่งนี้กล้าคัดค้าน หากแต่ความจงรักภักดีแบบไม่ลืมหูลืมตานี้ไม่อาจนับรวมเหล่านางกำนัลผู้ร่วมร่ำเรียนวิชาจากสายเดียวกันได้

 

 

เพราะเชื่อว่าสิ่งที่พูดออกมาย่อมกลั่นกรองออกมาเป็นอย่างดีแล้ว

 

 

เพราะเชื่อว่าจะไม่มีทางทอดทิ้งกันจนถึงที่สุด

 

 

เพราะเชื่อใจ...

 

 

ฝ่ามือเรียวบางยกขึ้นตั้งฉากเป็นสัญญาณแห่งการเตรียมตัว เรียวนิ้วชี้ขยับขึ้นลงเป็นจังหวะราวกับจะควบคุมท่วงทำนองเสียงแห่งการกรีดร้องอย่างขวัญผวาของคนที่ทุบประตัวถี่รัวด้วยถูกบีบคั้นจากสัญชาตญาณที่มีต่อความตายที่กำลังจะมาเยือน ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าอ่อนใสคลี่ยิ้มละมุน ก่อนจะตวัดนิ้วเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงลมกรีดแหวกอากาศตามด้วยบานประตูที่ถูกเปิดออกด้วยพลังแห่งเวทมนตร์

 

 

“ลงมือ!”

 

 

ไม่รอให้สิ้นเสียงสั่งการ ทันทีที่ปราการบานสำคัญเปิดกว้าง สองสาวซึ่งรอจังหวะอยู่ก็ลงมือซัดปลายหอกแห่งเวทที่อาบลุกด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าครามพุ่งเข้าสู่เป้าหมายในชั่วพริบตา เสียงกรีดร้องแหลมสูงด้วยความขลาดกลัวจับจิตของท่านหญิงแห่งแดนเทพที่ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นหมดสภาพดังคลอเสียงร้องกระหึ่มบาดแก้วหูอย่างเจ็บปวดของยักษาจากแดนน้ำแข็งที่สุดท้ายก็ล้มลงไปนอนแน่นิ่ง

 

 

 “รีบเข้ามา!” ชายหนุ่มผู้ครอบครองใบหน้าอ่อนเยาว์ชวนมองเอ่ยสั่งเสียงเฉียบ หากแต่ร่างที่นั่งตัวสั่นงันงกกลับไม่ยอมเคลื่อนไหวอย่างใจคิด พานให้เดือดร้อนไปถึงท่านราชองครักษ์โฮกันที่เห็นท่ากระชากแขนเสื้อถลกกระโปรงเหมือนกำลังจะเอาเรื่องของสองสาวที่กำลังกัดเขี้ยวเคี้ยวฟันต้องรีบกุลีกุจอเข้ามาช่วยพาเข้ามาด้านใน ก่อนที่บานประตูจะปิดลง

 

 

ตึง! ตึง! ตึง!

 

 

“อย่าเข้ามานะ!!” ไมร่ากรีดร้องเสียงหลง น้ำตาไหลอาบหน้า ขณะก้มหน้างุดพลางโอบกอดตัวเองด้วยแขนอันสั่นระริกทั้งสองข้าง

 

 

“จะร้องเสียงดังทำไม เดี๋ยวพวกมันก็ได้พากันแห่มาที่นี่เยอะกว่านี้หรอก!” เพราะใจติดจะหมั่นไส้หญิงผู้นี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นางกำนัลสาวจึงไม่คิดจะเกรงใจคนเสียขวัญเล่นเอาโฮกันต้องส่ายหน้าแล้วรับบทเป็นคนปลอบจนไมร่ายอมหยุดร้องไห้ไปในที่สุด

 

 

“ศิษย์พี่ จะเอายังไงต่อ” รองหัวหน้านางกำนัลฝ่ายในของชายาแห่งแดนเหมันต์หันหน้าหาชายหนุ่มผู้ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้อง พลางเอ่ยปากปรึกษาอย่างรู้กันแค่สามคน คนนอกอย่างโฮกันจึงต้องรีบหูผึ่งเก็บข้อมูลไว้เพื่อที่จะได้ปะติดปะต่อเรื่องราวถูก

 

 

ศิษย์พี่?  

 

 

นี่มันยังไงกันเนี่ย พวกนางไม่ใช่แค่นางกำนัลธรรมดาๆ แน่ๆ  

 

 

เพราะไม่งั้นคงปราบเจ้ายักษ์น้ำแข็งสองตนในคราวเดียวไม่ได้หรอก!

 

 

“ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นร่ายมนต์พรางตา เก็บพลังเก็บแรงเอาไว้ก่อน ตอนนี้แค่ผนึกไว้ก็พอ เพราะเราจะอยู่ที่นี่อีกไม่นานแล้ว” นาร์รีไม่เสียเวลาคิดนานก็สั่งการออกไป ตามด้วยการร่ายมนต์ด้วยน้ำเสียงนุ่มหวานจับใจ ตามด้วยเสียงร่ายมนต์ประสานจากสตรีทั้งสองดังสอดคล้องกลายเป็นท่วงทำนองเสนาะหูที่น่าจดจำไปชั่วชีวิต

 

 

บานประตูใหญ่เปล่งแสงสีเงินเรืองรองก่อนจะแปรสภาพเป็นเหล็กกล้า และเมื่อท่วงทำนองแห่งมนตราบีบคั้นเร่งเร้า เพลิงมรณะแห่งมัสเปลส์เฮมก็ลุกโชติช่วงจนไม่มีชาวโยธันตนใดกล้าที่จะย่างกรายเข้ามาใกล้อีก

 

 

ขอเพียงแค่ถ่วงเวลาได้เท่านั้นก็พอ... 

 

 

สามศิษย์อาจารย์รู้ดีว่าการกระทำเพียงแค่นี้ไม่สามารถต้านทานเพลิงแค้นที่แผดเผาใจของชาวโยธันได้ ไม่นานพวกเขาก็ต้องหาทางเข้ามาที่นี่เพื่อจัดการกับทารกน้อยที่บริสุทธิ์ทั้งสองให้หมดสิ้นเสี้ยนหนามในใจ

 

 

ไม่มีทาง!

 

 

ข้าไม่มีวันยอมเสียสละเด็กเพื่อเอาตัวรอดหรอก!

 

 

“เจ้า...ไมร่า ตามข้าเข้ามาข้างใน” เสียงหวานนุ่มหูเสมือนเอ่ยขึ้นลอยๆ หากแต่ความหนักแน่นในน้ำเสียงกอปรกับใบหน้างดงามอันแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยวได้ช่วยย้ำให้รู้ว่าผู้ถูกเรียกชื่อไม่ได้อยู่ในสถานะที่เหนือกว่าเหมือนเช่นเคย

 

 

ร่างโปร่งบางก้าวผ่านหน้าท่านหญิงที่ยังคงเสียขวัญไม่หายโดยไม่แม้จะปรายตามอง ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากสองสาวที่สลัดคราบนางกำนัลออกจนหมดสิ้น

 

 

ใบหน้าสะสวยน่ามองเชิดขึ้นอย่างถือดี ท่วงท่ายามออกเดินสง่างามราวกับชนชั้นสูง

 

 

ฝีไม้ลายมือในการต่อสู้ แม้จะได้เห็นเพียงส่วนหนึ่งแต่ก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าทั้งสามต่างได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

 

 

พลังเวท...ร้ายกาจ ทำได้แม้กระทั่งดึงเอาเปลวเพลิงจากดินแดนแห่งไฟมาใช้งาน!

 

 

ความสามารถที่ต้องเอ่ยปากยอมรับว่าไม่ธรรมดาเรียกได้ว่าก้าวข้ามจอมเวทระดับสูงของแอสการ์ดไปหลายคนแล้ว พวกนาง...โดยเฉพาะชายผู้นั้นเป็นใครกัน!?

 

 

บุคคลชั้นแนวหน้าที่เก่งกาจจนหาตัวจับยากขนาดนี้...เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่รู้จัก!

 

 

โฮกันขบคิดจนสมองตีบตัน ดูท่าเขาจำเป็นต้องรอเก็บข้อมูลให้ได้มากกว่านี้ก่อน ไม่เช่นนั้นหัวสมองคงได้ระเบิดเพราะมัวแต่สืบหาที่มาของจอมเวทปริศนากลุ่มนี้เป็นแน่

 

 

“ไหวไหมท่านหญิงไมร่า มา ข้าช่วยนะ” ไม่จำเป็นต้องรอคำตอบ ชายหนุ่มรีบประคองร่างในอ้อมแขนขึ้นแล้วพาเดินไปยังห้องชั้นในทันที

 

 

กลิ่นหอมสดชื่นสะอาดบริสุทธิ์กรุ่นกำจาย บรรยากาศภายในห้องสว่างไสวอบอุ่นแตกต่างจากสถานการณ์ภายในนอกราวกับพลิกหน้ากระดาษ เสียงร้องเพลงกล่อมเด็กดังกังวานเสนาะหู บทเพลงถูกขับขานขึ้นอย่างนุ่มนวลด้วยน้ำเสียงหวานใสอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก

 

 

เหล่าคณะแพทย์ที่ช่วยเก็บข้าวของจำเป็นสำหรับการลี้ภัยเรียบร้อยพากันนั่งฟังเพลงกล่อมด้วยแววตาปลื้มปีติเช่นเดียวกับสองจอมเวทสาวและอีกสามนางกำนัลใกล้ชิดซึ่งโฮกันขอฟันธงว่าไม่พ้นต้องเป็นจอมเวทด้วยเช่นกัน

 

 

“ศิษย์พี่...”

 

 

เสียงเพลงที่เห่กล่อมสองทารกน้อยซึ่งกำลังนอนหลับอย่างเป็นสุขอยู่ในอ้อมแขนของผู้ให้กำเนิดหยุดลง ริมฝีปากแดงระเรื่อประทับจูบบนหน้าผากเล็กๆ ของทารกน้อยผมดำที่ห