Sentimental lies [Thor X Loki] Part 12 [1/2] 50%

posted on 25 Feb 2014 16:41 by sentimental-darkness in Thorki-fanfic

 

Title : Sentimental lies

Pairing : Thor Odinson X Loki Laufeyson

YAOI WARNING!!

ถ้าไม่ชอบหรือว่าหลงเข้ามา กรุณาปิดไปซะ!

 
 

Sentimental lies

Part 12

 

              สายสัมพันธ์ใดเล่าจะยิ่งใหญ่เท่าความรัก

 

 

 

 

              สายเลือดตัดไม่ขาด มิตรภาพย่อมยากจะลบเลือน

 

 

 

 

              กดลงไปช้าๆ เชือดเฉือนด้วยความคลั่งแค้น บั่นทอนด้วยความเกลียดชัง

 

 

 

 

              ยามหมดสิ้นโซ่ตรวนแห่งรัก ค่าความรู้สึกที่ถูกกัดกร่อนคงไม่ต่างจากก้อนกรวดริมทาง

 

 

 

 

 

              ม่านหมอกสลายหายลับ เสียงครางครืนบนผืนนภามืดทะมึนเงียบหายอย่างจงใจ ไม่รู้เป็นเพราะกำลังตกตะลึงแทนเหล่าทหารหาญที่ยืนแข็งทื่อราวกับต้องมนต์สะกด หรือเพียงต้องการรอดูเหตุการณ์แห่งประวัติที่จะต้องถูกจารึกไปจนชั่วลูกชั่วหลานหรืออย่างไร แต่แค่การสู้รบอันดุเดือดที่ยุติลงชั่วคราวก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันว่า การตัดสินชี้เป็นชี้ตายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

 

 

 

 

“ถอยออกไป! โลกิ ศึกนี้เป็นเรื่องระหว่างข้ากับลาฟฟี่ เจ้าไม่ควรเข้ามายุ่ง!” โอดินกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด แม้เสี้ยวหนึ่งของใจจะรู้สึกโล่งอกกับการปรากฏตัวที่แสนจะถูกจังหวะของเจ้าชายแห่งแดนเหมันต์ในครั้งนี้ก็ตาม หากกระนั้นเขาก็ไม่อาจปล่อยให้อีกฝ่ายยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยได้ ทั้งนี้ก็เพื่อธอร์บุตรชายของเขาและเจ้าตัวเอง

 

 

 

 

ผู้ที่สมควรมือเปื้อนเลือดให้มีแต่ตัวเขาเพียงผู้เดียวก็พอ!

 

 

 

 

ดวงตาแห่งธารมรกตที่สบมองสู้สายตาของบิดาแห่งปวงเทพช่างกระจ่างชัด การตัดสินใจอันแน่วแน่ยังผลให้เรือนกายสีฟ้าครามของเจ้าชายเพียงหนึ่งเดียวของเหล่ายักษ์น้ำแข็งยังคงไม่ถอยเท้าก้าวจากไป

 

 

 

 

“ขออภัยพระบิดา แต่ข้าคงไม่อาจปล่อยให้ท่านสังหารเขาได้ เพราะเขา...” ถ้อยคำล้วนถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มระรื่นหูที่จดจำได้ไม่เคยลืม ไม่ต่างจากริมฝีปากที่เคลือบฉาบด้วยรอยยิ้มบาง ซึ่งกำลังบาดลึกลงไปในหัวใจของผู้พบเห็น “คือผู้ให้กำเนิด...เป็นบิดาของข้า”

 

 

 

 

“โลกิ!!” ธอร์เอ่ยเรียกเสียงสั่นพร่าไม่ต่างจากดวงใจที่ถูกโจมตีด้วยความกลัว มือใหญ่เอื้อมไขว่คว้าออกหาผู้ลที่ตนรักสุดใจ แต่ก็ต้องชะงักค้างต่อแรงกดดันอันหนักหน่วงซึ่งไม่ต่างจากปราการที่ขวางกั้นระหว่างพวกเขาทั้งสอง “อย่าเลือกทางนี้เลยนะ ข้าขอร้อง เจ้าเองก็รู้ใช่ไหมว่าข้าทำร้ายเจ้าไม่ได้ แต่ข้าก็หันหลังให้กับแผ่นดินเกิดไม่ได้เช่นกัน”

 

 

 

 

ทำไมเรื่องราวถึงต้องลงเอยด้วยการจับดาบขึ้นเข่นฆ่ากันทุกครั้งไป

 

 

 

 

ทั้งที่รัก แต่ด้วยหน้าที่จึงต้องยืนอยู่คนละฝ่าย สูตรเบ็ดเสร็จนี้มาจากไหน

 

 

 

 

ไฟแห่งความแค้นที่มีมาตั้งแต่บรรพกาลจะไม่มีทางมอดลงเลยหรือ

 

 

 

 

สันติภาพจะไม่มีทางมาเยือนแก่ทั้งสองเผ่าพันธุ์เลยหรือไร

 

 

 

 

คำถามที่หาคำตอบไม่ได้วนเวียนอยู่ในใจพาลให้รู้สึกปวดร้าวยิ่งนัก สิ่งที่เขาพยายามทำไปเพื่อโลกิและลูกคงไม่อาจลบล้างความผิดที่เกิดจากการกระทำหยาบช้าของเขาได้

 

 

 

 

ต้องทำอย่างไร...มีหนทางไหนที่ความฝันจะเป็นจริงได้บ้าง!

 

 

 

 

เสียงอื้ออึงดังระงมด้วยไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะได้เห็นร่างสูงใหญ่ของเทพสายฟ้าผู้องอาจสง่างาม รัชทายาทแห่งแดนเทพผู้เป็นที่นับถือเชิดหน้าชูตาพรั่งพร้อมด้วยเกียรติยศศักดิ์ศรีเลื่องลือไปทั้วทั้งเก้าโลกจะคุกเข่าลงอ้อนวอนต่อหน้ายักษ์น้ำแข็งที่ไร้ค่ากับเผ่าพงศ์ตนหนึ่งได้

 

 

 

 

“ข้ารักเจ้า โลกิ รักเจ้ามากเหลือเกิน เพื่อเจ้าแล้วมากกว่าการคุกเข่าข้าก็ยอมทำให้เจ้าได้ เพราะฉะนั้น...ได้โปรดเถอะนะ อย่าเข้ามาข้องเกี่ยวกับการต่อสู้ครั้งนี้เลย”

 

 

 

 

ดวงตาสีฟ้ากระจ่างแสดงให้เห็นถึงความจริงใจและความรักที่มีต่อผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างไม่ปิดบัง ถ้อยคำสารภาพรักแสนหวานสั่นคลอนดวงใจทุกดวงที่ต้องกลายมาสักขีพยานโดยไม่ทันได้ตั้งตัว มือใหญ่ยื่นขึ้นจับฝ่ามือเพรียวบางอย่างทะนุถนอม ก่อนแนบหน้าผากลงกับหลังมือข้างนั้นคล้ายกับต้องการวิงวอน

 

 

 

 

คำภาวนา...ขอให้ได้อยู่เคียงคู่ ขอให้เรื่องราวจบลงด้วยความสุข

 

 

 

 

กำเนิดของชาวโยธันมาจากน้ำแข็งอันเป็นนิรันดร์ หากได้แตะต้องผลของมันย่อมไม่ต่างจากการถูกพิษร้ายเผาผลาญ ทว่าในเวลานี้แอสกาเดี้ยนผู้หนึ่งกลับไม่เกรงกลัว ซ้ำยังกอบกุมฝ่ามือสีฟ้าครามอย่างแนบแน่นราวกับกลัวว่าผู้เป็นเจ้าของฝ่ามือข้างนั้นจะหลีกหนี แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งไปกว่าคือพิษร้ายที่ก่อเกิดจากความหนาวเหน็บกลับไม่มีผลต่อบุรุษหนุ่มผู้แสดงความรักอย่างจริงใจต่อคนที่เขามอบหัวใจให้แม้แต่น้อย

 

 

 

 

รัก...จะช่วยประสานรอยร้าวในหัวใจ 

 

 

 

 

การกระทำที่ผิดคาดเรียกรอยยิ้มกว้างให้ปรากฏบนดวงหน้างดงามของโลกิ ความรักที่ทั้งสองฝ่ายมีให้แก่กันถ่ายทอดผ่านทางดวงตาและสีหน้าโดยไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆ อีกต่อไป

 

 

 

 

“เช่นนั้นท่านก็ต้องเข้าใจข้าเช่นกัน ท่านเชื่อใจข้าไหมธอร์?” ชายาแห่งเทพสายฟ้าย่อตัวลงเคียงข้างผู้เป็นสามี ก่อนส่งปลายนิ้วเรียวงามให้แตะลงบนใบหน้าคมคายเพื่อเรียกให้หันมาสบตาอย่างนุ่มนวล “อย่าห่วงไปเลย ข้าไม่คิดจะเป็นศัตรูกับพวกท่านและชาวแอสการ์ดหรอก”

 

 

 

 

“หมายความว่า....”

 

 

 

 

ยังไม่ทันที่ธอร์จะถามได้จนจบ คำพูดทั้งมวลก็ถูกหยุดด้วยจุมพิตอันแผ่วเบาหากแต่หนักแน่นในความรู้สึก พลันเรียกความสุขให้มาจุกแน่นอยู่ที่อกจนแทบล้นปรี่ พร้อมๆ กับที่ความกังวลทั้งหลายได้มลายหายไปสิ้น

 

 

 

 

“ข้ามีเรื่องต้องสะสาง...” ดวงตาสีเขียวงดงามของเจ้าชายแห่งโยธันไฮน์กวาดมองไปโดยรอบก่อนจะหยุดลงที่ใบหน้าอันเกรี้ยวกราดของบุรุษผู้ที่ให้กำเนิดตน “โปรดอย่ายื่นมือมาขัดขวางข้าเลย”  

 

 

 

 

“เจ้า...ทำไมถึงได้...” ลาฟฟี่ถึงกับปากคอสั่น ทั้งที่ยักษ์น้ำแข็งแห่งโยธันไฮน์ไม่สมควรเกิดความรู้สึกดุจดังกำลังหวาดกลัวต่อความหนาวเหน็บได้

 

 

 

 

แสงสีฟ้าจากหีบสมบัติแห่งแดนเหมันต์ที่ทอทอดอย่างนุ่มนวลกลับดูบาดตายิ่งนักยามตกอยู่ในมือของอีกฝ่ายที่แม้จะยืนขึ้นเต็มความสูงแต่จะอย่างไรก็ได้เพียงส่วนเสี้ยวของตัวเขา

 

 

 

 

ทั้งที่บกพร่อง ทั้งที่มีปัญหา แต่ไฉนแรงกดดันที่แผ่ออกมารอบๆ ตัวถึงได้ไม่หากไกลกันเลย คิดแล้วก็อกรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาไม่ได้ ราชาแห่งเหล่ายักษ์จึงได้แต่ชี้นิ้วออกไปอย่างโกรธเกรี้ยวพร้อมกับส่งสายตาเจ็บแค้นอย่างดุดัน

 

 

 

 

“มาอยู่ที่นี่ได้อย่างนั้นหรือ ท่านพ่อ” ริมฝีปากบางขยับยิ้มยามต่อบทพูดของผู้เป็นพ่อ “นั่นสินะทำไมกัน ทั้งที่ท่านส่งพรรคพวกตามมาสังหารข้าให้หมดสิ้นเสี้ยนหนามที่ยอกอยู่ในใจแล้ว...”

 

 

 

 

นัยน์ตาสีแดงคุกรุ่นราวเปลวไฟ ยามได้เห็นสายตาเวทนาที่ปรายมองมา “เจ้ามันลูกทรยศ!! ทำเรื่องสิ้นไร้ศักดิ์ศรีขนาดนี้ยังกล้ามาสู้หน้าข้าอีกงั้นเรอะ เจ้ามันสมควรตายไปพร้อมกับเลือดชั่วๆ ของเจ้านั่นแหละถึงจะถูก!”

 

 

 

 

“ท่านพ่อ... ตั้งแต่เล็กจนโตเคยมีสักครั้งที่ท่านห่วงใยข้าบ้างไหม” ครานี้น้ำเสียงของโลกิติดจะตัดพ้อ ซึ่งฟังแล้วพานให้รู้สึกเจ็บยอกที่ใจนัก แววตาที่คล้ายกับปลงตกปรากฏถึงความเจ็บปวดที่ซุกซ่อนอยู่ในใจมาเป็นเวลานาน “ข้าไม่รู้ว่าท่านเติบโตมาอย่างไร ชั่วชีวิตที่ผ่านเคยประสบพบเจออะไรมาบ้าง ทำไมท่านถึงได้เย็นชากับข้านัก

 

 

 

แต่ท่านรู้ไหมจนถึงตอนนี้ข้าก็ยังรักท่าน ถึงแม้ท่านจะชิงชังข้าเสมือนข้าไม่ใช่ลูก”

 

 

 

 

โลกิอดแค่นยิ้มกับความเป็นจริงที่กล่าวออกไปจากปากของตัวเองไม่ได้ “สำหรับเด็กตัวเล็กๆ แล้วพ่อแม่คือทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ผ่านมาข้าจึงได้ทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อท่าน เพราะหวังจะได้รับความรักหรือคำชมจากท่านบ้าง แต่แล้วสิ่งที่ข้าได้รับคืออะไร? ชีวิตข้าเทียบไม่ได้แม้แต่ทหารเลวคนหนึ่งในสายตาของท่านเลย!”

 

 

 

 

“นี่เจ้ากำลังกล่าวหาข้างั้นหรือ!!” ลาฟฟี่ดึงอารมณ์โกรธให้มีอิทธิพลอยู่เหนือความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่อยากจะนึกถึงอีก เพราะนับตั้งแต่วันที่ตัดสินใจวันนั้นเขาก็ได้สาบานกับตัวเองแล้วว่าจะไม่ยอมเสียใจย้อนหลังเป็นอันขาด!

 

 

 

 

“ท่านจะรู้บ้างไหมว่าข้าเสียใจมากขนาดไหนที่เกิดมาไม่เป็นอย่างท่านต้องการ ทั้งๆ ที่ข้าเป็นคนของโยธันไฮน์แต่ทำไมถึงได้ไม่เหมือน ท่านพ่อ... ข้าเจ็บไปหมด เจ็บที่หัวใจเหลือเกิน ไม่มีใครสนใจข้าเลย ที่จริงแล้วข้าไม่มีตัวตนอย่างนั้นหรือใครต่อใครถึงได้พากันหมางเมินข้า ทุบข้าสิ จะตบจะตีข้าก็ได้ ข้าไม่โกรธหรอก อย่างน้อยข้าก็จะได้อยู่ในสายตาของพวกท่านบ้าง ข้าเหงาเหลือเกิน...ไม่มีใครพูดคุยกับข้ามานานแค่ไหนแล้วนะ หนึ่งเดือน สามเดือน หรือว่าครบปีแล้ว”

 

 

 

 

ไอเย็นยะเหยียบแผ่ขยายออกจากร่างของเจ้าชายแห่งแดนเหมันต์ หีบสมบัติส่องแสงเฉิดฉายอย่างที่ไม่เคยเป็นพร้อมกับแสดงพลังอำนาจอันไร้ขีดสุด สายลมหนาวพาพัดละอองมนตราพุ่งตรงเข้าจับร่างของเหล่ายักษ์น้ำแข็งไม่ให้ขยับเขยื้อนตัวได้

 

 

 

 

“นี่เจ้าจะทำอะไร!! หยุดเดี๋ยวนี้นะเจ้าลูกชั่ว! ข้าบอกให้หยุด!!!” ราชาชาวโยธันแผดเสียงลั่น เกร็ดน้ำแข็งเบาบางเกาะกุมไปทั่วทั้งตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ ผลึกน้ำแข็งเกร็ดแล้วเกร็ดเล่าผนึกตัวเป็นโซ่ตรวนชั้นดีที่ยากจะทำลายลงแม้นว่าผู้ถูกคุมขังจะเป็นถึงยักษ์น้ำแข็งก็ตาม

 

 

 

 

 “ท่านเกลียดชังชาวแอสการ์ด และเพราะความแค้นของท่าน ข้าที่เกิดมาเหมือนพวกเขาถึงไม่ได้รับการสนใจใยดี แต่ท่านคิดว่ามันน่าขันไหมเล่า สุดท้ายข้าก็เติบโตมาได้ด้วยมือของสตรีชาวแอสการ์ดที่เหล่ายักษ์น้ำแข็งแห่งโยธันไฮน์เกลียดชัง ท่านลืมนางไปแล้วหรือยังท่านพ่อ คนสำคัญเพียงคนเดียวของข้าที่ท่านมาพรากไป เพราะเหตุนี้ไงเล่าข้าถึงให้ยกโทษให้กับท่านไม่ได้!”

 

 

 

 

ดวงตาสีแดงก่ำดุจสายเลือดเบิกกว้าง ขณะที่ความหวาดกลัวตรงเข้าจู่โจมอย่างไม่ลดละ ลาฟฟี่พยายามขยับแขนขาด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลที่มี หากกระนั้นร่างกายก็ไม่อาจขยับได้ตามใจคิด เจ้ายักษ์น้อยตนนี้เก่งกาจจนน่าพรั่นพรึงตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งเฝ้าจับตามองมาโดยตลอด แต่เรื่องนี้กลับหลุดรอดสายตาไปได้อย่างไรกัน!?

 

 

 

 

“ปล่อยข้า!!! พวกเจ้าลงมือ! ฆ่าพวกมันอย่าให้เหลือ!!” ลาฟฟี่เอ่ยปากสั่งการอย่างรวดเร็วเมื่อรู้ตัวว่ากำลังติดกับ ซ้ำยังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่มากอีกด้วย เมื่อเวลานี้ต่อให้คู่ต่อสู้อ่อนแอสักเพียงใด